Latest Entries »

พระอาจารย์กาหลง จันทวังโส ได้ย้ายมาจากวัดศรีประดู่ ต.ในเมือง จ.อุบลราชธานี มาพพำนักที่วัดถ้ำผานางคอย เพื่อบูรณะวัดถ้ำผานางคอย  อีกทั้งได้ปลุกเสกพระเครื่อง ในคืนวันที่  17 ธันวาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 20.30 น. ถึง รุ่งเช้าวันที่ 18 ธันวาคม 2554 เวลา 06.00 น. เพื่อนำวัตถุมลคลทั้งหมดที่ปลุกเสกมอบให้ผู้มีจิตศรัทธาเช่าบูชา รายได้ทั้งหมดสมทบทุนบูรณะซ่อมแซมกุฏิ ที่เสียหาย และบูรณะภายในวัดถ้ำผานางคอย   และอาจารย์กาหลง จันทวังโส ยังรับรักษาโรคลี้ลับเกี่ยวกับคุณไสย์และคุณถูกกระทำด้วยไสย์ศาสตร์ ผีสางนางไม้ รับรักษาฟรีโดยไม่คิดเงิน ท่านใดสนใจติดต่อได้ที่พระอาจารย์กาหลง จันทวังโส เบอร์โทรศัพท์ 0811699230 หรือเดินทางมาท่านได้ที่วัดถ้ำผานางคอย   อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายแพร่ – ร้องกวาง (ทางหลวงหมายเลข 101) ถึงกิโลเมตรที่ 58 – 59 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 800 เมตร

สภาพวัดถ้ำผานางคอยในปัจจุบัน หลังจากเจ้าอาวาสองค์เดิม คือ หลวงพ่อเสียน ธัมมวโร ได้มรณะภาพเมื่อปี 2547 จึงไม่มีพระสงฆ์มาพำนัก ณ ที่นี่ เป็นวัดร้างมาหลายปี ภายในวัดทรุดโทรมไปมาก กระทั่งพระอาจารย์กาหลง จันทวังโส ได้มาพำนักที่นี่ จึงได้บูรณะกุฎิ ห้องน้ำ และวิหาร ซึ่งได้ศรัทธา ญาติโยม และลูกศิษย์ ช่วยกันบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่ยังขาดการบูรณะกุฏิหลังเก่า จำนวน 2 หลัง ที่ทรุดโทรมมาก เพื่อจัดเป็นที่พำนักพระสงฆ์ อีกทั้งสภาพแวดล้อมภายในวัดถ้ำผานางคอย ยังไม่เรียบร้อย พระอาจารย์กาหลง จันทวังโส ต้องการศรัทธา สร้างวัดถ้ำผานางคอยขึ้นมาใหม่ จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันทำบุญบูรณะวัด สามารถเข้ามาที่วัดถ้ำผานางคอยได้ทุกวัน

ปลุกเสกวัตถุมงคล วัดถ้ำผานางคอย

พระอาจารย์กาหลง ได้ปลุกเสกพระเครื่อง ตั้งแต่เวลา 20.30 – 06.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2554 มีชาวบ้านได้มานั่งร่วมปลุกเสกจนจบพิธี

วัตถุมงคล

1. เหรียญรุ่นแรก พระอาจารย์กาหลง  จนฺวํโส

 

เหรียญรุ่นแรกของพระอาจารย์กาหลงเป็นพระที่ท่านจัดสร้างขึ้น ณ วัดศรีประดู่ ต.ในเมือง อ.เมือง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑ซึ่งมีทั้งเหรียญเงิน และเหรียญทองแดง

2. ตำรับตะกรุดหนังสือ ๕ พยัคฆ์

 

5 พยัคฆ์ หมายถึง เสือ 5 ตัว ได้แก่ 1. เสือโคร่ง 2. เสือเหลือง 3. เสือดาว 4. เสือไฟ และ 5. เสือดำ รวมพลังกัน 5 อย่างนี้เรียกว่า 5 พยัคฆ์ ใช้พระคาถา 5 พยัคฆ์ ลงใส่หนังเสือแล้วทำพิธีปลุกเสกโดยต้องทำในพระอุโบสถ เพื่อเพิ่มความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานที่ได้บอกไว้

พระพุทธคุณ และอำนาจหนังเสือ มีดังต่อไปนี้

1. ท้าวพระยาหรือราชา เจ้านายโกรธแค้นพยาบาท หรือเบียดเบียนเรา ให้ถือตะกรุดหนังเสือ แล้วให้อธิฐานขอให้ความโกรธแค้น พยาบาทหายไป ให้เป็นที่ปราณียินดี รักใคร่ พอใจหายโกรธทุกอย่าง หรือเจ้าขุนมูลนาย คนธรรมดาสามัญทั่วไป โกรธแค้นพยาบาทเราจะกลับมาเป็นมิตรกับเรา และมีความยำเกรงเรา

2. ถ้าเข้ารบทัพจับศึกสงคราม หรือต้องเผชิญกับอาวุธ ปืนผาหน้าไม้ หรือจับโจรร้าย หรือสัตว์ร้าย ให้ถือตะกรุด 5 พยัคฆ์ จะปลอดภัยจากอาวุธ หรืออันตรายทั้งปวง

3. หากเดินทางไปหลับนอนที่ใด ที่มีภูตผีปีศาจร้าย สัตว์ร้าย หรือโจรผู้ร้ายจะไม่กล้าทำอันตรายแก่เรา

4.ท่านที่ต้องไปค้าขายหรือเดินทางไกล ให้ถือตะกรุด 5 พยัคฆ์ แล้วให้อธิฐานตามความปรารถนา จะได้ผลบรรลุตามประสงค์ทุกประการ

5. ท่านที่มีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล สู้คดีความ หรือท่านเป็นนักเทศน์ นักพูด นักร้องให้ถือตะกรุด 5 พยัคฆ์ ท่านจะชนะคู่ต่อสู้ หรือคู่ต่อสู้มีความยำเกรงต่อเรา

ผู้ที่ถือตะกรุด ๕ พยัคฆ์ หรือพกติดตัวไว้ จะต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ตราบใดที่มีตะกรุด 5 พยัคฆ์ติดตัวอยู่ จะปลอดภัย แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง โดยจะต้องปฏิบัติตามครูบาอาจารย์กล่าวไว้ ให้กราบไหว้บูชา เคารพนับถือด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ให้บูชาในวันพระ ด้วยดอกไม้สีแดง 3  คู่

3. เข็มทองคะนองฤทธิ์

ตำรับการเข้าเข็ม หรือฝังเข็ม เป็นศาสตร์เก่าแก่ของเกจิสายภาคอีสาน ผู้ที่เข้าเข็มหรือฝังเข็มนั้น จะอยู่ยงคงกระพันชาตรี โดยเข็มที่จะเข้าหรือฝังนั้น เป็นเข็มทองคำ หรือสามกษัตริย์ ผู้ถูกฝังเข็มจะฝังได้เพียง 1-2 เล่มเท่านั้น หรืออาจฝังจำนวน 1, 3 หรือ 7 เล่ม ตามแต่ความต้องการ โดยครั้งแรกอาจารย์จะฝังให้ 1 เล่มก่อน ต่อจากนั้นจึงจะฝังให้ครบชุด หรือครบทั้ง 7 เล่ม เข็มโทน หมายถึง ฝังเล่มเดียว แต่ปลุกเสกรวม ซึ่งเข็มที่จะนำมาฝังให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์นั้นอาจารย์ต้องทำการปลุกเสกเข็มมาก่อน 1 ไตรมาส เพื่อความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์คุณลักษณะของเข็มทองคะนองฤทธิ์ คือ เมื่อฝังลงในร่างกายแล้วเข็มจะวิ่ง หรือเคลื่อนไหวไปตามร่างกาย โดยไม่ทำให้เจ็บปวด ไม่อักเสบบวม หรือเป็นหนอง โดยเข็มเล่มที่ 1 มีหน้าที่เตือนภัยต่างๆ เพื่อให้ผู้ถูกฝังได้รู้ตัว หรือเป็นการเตือนภัยล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ เข็มเล่มที่ 2, 3, 4 ใช้ในทางคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด ป้องกันศาสตราวุธทุกชนิด ส่วนเข็มเล่มที่ 5, 6 ใช้ป้องกันภูตผีปีศาจ สัตว์ร้าย ป้องกันคุณไสย อันตรายจากมนต์ดำที่จะคิดทำร้าย และเข็มเล่มที่ 7 เป็นเข็มมหาเสน่ห์เมตตามหานิยม

4. ตะกรุดพญานาค

ตะกรุดพญานาคทำได้วันเดียว คือ วันเพ็ญเดือน 12 โดยใช้แผ่นตะกั่วและแผ่นทองแดงม้วนเข้าด้วยกันเป็นตะกรุดดอกเดียวกัน ปลุกเสกที่แม่น้ำสามแพร่ง มีพิธีกรรมเซ่นไหว้หลายอย่าง ตะกรุดพญานาคใช้ในทางแคล้วคลาด ป้องกันศัตรู

5. กาตอมเห่ว

เป็นวิชาทางมหาเสน่ห์เมตตามหานิยม ใช้ขี้ผึ้งเดือนห้าทำเป็นนวดทาปาก ใช้ในทางการค้าขาย ถือติดตัวไว้มีคนเมตตาปราณี

6. การะเวก

ใช้เป็นผ้ายันต์พกติดตัวไว้เป็นเมตตามหานิยม ใช้สำหรับนักร้อง นักพูด นักโต้วาที

7. เสื้อยันต์พิชัยสงคราม

อยู่ยงคงกระพันชาตรี ป้องกันศาสตราวุธ ปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ป้องกันภูติผีปีศาจ ยักษ์มาร

8. สาลิกาลิ้นทอง

9. แผ่นทองพญาช้างลงโขง

10. ตะกรุดไก่แก้ว

11. แร่กายสิทธิ์

10. ผ้ายันต์ฝ่ามืออรหันต์

ป้องกันเปรต ยักษ์ มาร ภัยอันตราย ภูตผี ปีศาจ

11. ผ้ายันต์เมตตา (ผ้ายันต์การะเวก)

อิทธิฤทธิ์/อานุภาพของยันต์

ใช้เป็นผ้ายันต์พกติดตัวไว้เป็นเมตตา มหานิยม ใช้สำหรับนักร้อง นักพูด นักโต้วาที ยันต์นี้ให้ลงเป็นตะกรุดหรือผ้าประเจียด ใช้ในทางเมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์ วิเศษดียิ่งนัก เวลาเข้าไปหาใครก็ตาม เช่น ไปสมัครงาน นัดสัมภาษณ์ นักร้อง นักแสดง หรือเป็นพระภิกษุสามเณรจะเทศนา

12. ปลัดขิก

13. กะลามะพร้าวเสก

14. ตะกรุดพิศมร

อยู่ยงคงกระพัน ปลอดภัยจากศาสตราวุธ

15. ตะกรุดพิรอด

อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด ป้องกันศาสตราวุธ ภูตผี ปีศาจ คุณไสต่างๆ ถือได้ทั้ง ชาย-หญิง

16. มีดหมอ

17. ตะกรุดเงินพญาช้างเผือก

      ถ้ำผานางคอย อยู่ที่บ้านผาหมู อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นถ้ำธรรมชาติขนาดใหญ่นี้มีความสวยงาม มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ถ้ำนางคอย ปัจจุบันจึ่งมักนิยมเรียกว่า ถ้ำผานางคอย ตัวถ้ำอยู่บนผาสูงประมาณ 50 เมตร หน้าถ้ำมีลานหินกว้าง ตัวถ้ำมีความลึก ที่มีลักษณะยาวขนานไปในระดับพื้นดินประมาณ 150 เมตร กว้างประมาณ 20 เมตร ภายในถ้ำเป็นพี้นดินเรียบ บางตอนมีเหวลึก ผนังถ้ำมีหินงอก หินย้อยที่สวยงาม ส่งแสงสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ เมื่อต้องแสงสว่างไปตลอดความยาวของถ้ำ เมื่อเกือบถึงปากสุดของถ้ำที่ทะลุมีทางออกกว้าง ปริเวณกลางถ้ำมีหินงอกขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายผู้หญิงอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน เรียกว่า ผานางคอย เป็นจุดสำคัญของถ้ำนี้ เกือบถึงปลายถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ให้ประชาชนได้นมัสการถ้ำผานางคอยอยู่ที่บ้านผาหมู อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นถ้ำธรรมชาติขนาดใหญ่นี้มีความสวยงาม มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ถ้ำนางคอย ปัจจุบันจึ่งมักนิยมเรียกว่า ถ้ำผานางคอย ตัวถ้ำอยู่บนผาสูงประมาณ 50 เมตร หน้าถ้ำมีลานหินกว้าง ตัวถ้ำมีความลึก ที่มีลักษณะยาวขนานไปในระดับพื้นดินประมาณ 150 เมตร กว้างประมาณ 20 เมตร ภายในถ้ำเป็นพี้นดินเรียบ บางตอนมีเหวลึก ผนังถ้ำมีหินงอก หินย้อยที่สวยงาม ส่งแสงสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ เมื่อต้องแสงสว่างไปตลอดความยาวของถ้ำ เมื่อเกือบถึงปากสุดของถ้ำที่ทะลุมีทางออกกว้าง ปริเวณกลางถ้ำมีหินงอกขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายผู้หญิงอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน เรียกว่า ผานางคอย เป็นจุดสำคัญของถ้ำนี้ เกือบถึงปลายถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ให้ประชาชนได้นมัสการ

นโยบายของนายอนุวัธ  วงศ์วรรณ นายก อบจ.แพร่ ได้เข้าพัฒนาปรับปรุงบริเวณถ้ำทั้งภายในและภายนอกทั้งหมด โดยเฉพาะบริเวณจุดสำคัญตามตำนานต่างๆ ภายในถ้ำผานางคอย ได้พัฒนาให้ถ้ำมีชีวิต จัดทำทางเดินเพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว เพิ่มระบบแสงสีสัน เกิดความสวยงามเสริมจากธรรมชาติสร้าง พร้อมทั้งสร้างระบบน้ำเลียนธรรมชาติ จนเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดแพร่ โดยนายอนุวัธ  วงศ์วรรณ นายก อบจ.แพร่ กล่าวว่า ถ้ำผานางคอยในอดีตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแพร่ ต่อมาระยะหลังช่วงสิบปีที่ผ่านมาถูกละเลย จนได้รับโอนมาอยู่ในความดูแลของ อบจ.แพร่ จึงต้องการให้กลับมามีสำคัญเหมือนเช่นอดีตอีกครั้งหนึ่ง และเกิดความยั่งยืนตลอดไป

การเดินทาง
อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายแพร่ – ร้องกวาง (ทางหลวงหมายเลข 101)ถึงกิโลเมตรที่ 58 – 59 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 800 เมตร

     พระอาจารย์กาหลง  จันทวังโส นามเดิมชื่อ ธวัชชัย  ชุมพร เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๓ ที่บ้านดอนใหญ่ ตำบลวาริน อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ นายพัน  ชุมพร มารดาชื่อนางไพ  ชุมพร มีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน เป็นชาย ๔ คน หญิง ๑ คน เข้าเรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ ๑-๔ ที่โรงเรียนบ้านดอนใหญ่ โดยมีคุณครูพเยาว์  กมุทชาติ เป็นครูประจำชั้นได้ดูแล อบรมสั่งสอน และเมื่อจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาแล้วได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านนาเอือด ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี และได้มาจำพรรษาที่วัดบ้านดอนใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี จบระดับ ๔ (เทียบเท่า มศ.๓) ที่วัดทุ่งศรีเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอาจารย์กาหลงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดหนองหูช้าง อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีประดู่ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ในสมัยที่พระอาจารย์กาหลง  จันทวังโสได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านนาเอือด ภายหลังบรรพชาแล้วได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านดอนใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านเอง ท่านได้ฝากตัวเข้าเรียนวิชาอาคมกับญาครูเก่ง ที่วัดดงแถบ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งญาครูเก่งเป็นศิษย์สายตรงของสำเร็จลุน สำเร็จตัน และสำเร็จแก้ว โดยญาครูเก่งได้ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆ ให้แก่สามเณรกาหลงจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ตัวขอม ตัวธรรม วิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรี วิชาทำตะกรุดหนังเสือ ๕ พยัคฆ์ วิชาเข็มทองคะนองฤทธิ์ วิชาตะกรุดพิสมร วิชากาตอมเห่ว วิชาทำตะกรุดนพคุณเก้า วิชาทำตะกรุดการะเวก วิชาทำตะกรุดพญานาค (วิชานี้มีพิธีกรรมทำยากมาก เพราะต้องดำน้ำแล้วจารอักขระ และเสกคาถาควบคู่กันไป) ญาครูเก่งผู้เป็นอาจารย์ได้เห็นถึงความวิริยะอุตสาหะ ตลอดจนความซื่อสัตย์ของสามเณรกาหลง จึงได้มอบคัมภีร์ ตำรับตำราต่างๆ ไว้ให้สามเณรเก็บรักษาไว้

เมื่อศึกษาสรรพวิชาต่างๆ จากญาครูเก่งจนสำเร็จหมดสิ้นแล้ว จากนั้นสามเณรกาหลงได้เดินทางไปศึกษาสรรพวิชากับพระอาจารย์คำพันธ์  กิสสโร ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์มาจากประเทศกัมพูชาซึ่งได้ธุดงค์มาที่วัดบ้านหนองพนยอ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี จากนั้นได้ติดตามพระอาจารย์คำพันธ์  กิสสโร มาอยู่ที่อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งในระหว่างนั้นท่านได้เรียนวิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรี และการทำตะกรุดชนิดต่างๆ ต่อจากนั้นได้เรียนธรรมมหาโองการพระเจ้า ๕ พระองค์ กับท่านอาจารย์สอน บ้านคัดเปือย จังหวัดศรีสะเกษ (พระอาจารย์สอนเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคเดียวกันกับหลวงพ่อมุม วัดปราสาทเยอร์ในขณะนั้น) และได้ศึกษาวิชาปราบภูตผีปีศาจ ถอดถอนคุณไสย วิชาผูกและแก้หุ่นพยนต์จนหมดสิ้น

จากนั้นพระอาจารย์กาหลงได้ตัดสินใจเดินทางไปภาคเหนือ เพื่อเสาะแสวงหาอาจารย์เพื่อศึกษาสรรพวิชาต่างๆ อีก จนได้พบกับอาจารย์สล่าลี่ (อุ๊ยลี่) บ้านห้วยเป้า (บ้านทุ่งข้างพวง นาหวาย)อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ศึกษาวิชาสมานบาดแผล จรดกระดูก โดยขณะนั้นได้ท่านมีโอกาสได้พบกับนายวาริน  บัววิรัตน์เลิศ (หรืออาจารย์วาริน โหรชื่อเสียงโด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทย เจ้าของสำนักสุจิตโตในปัจจุบัน) ซึ่งขณะนั้นเป็นครูสอนหนังสือที่ดอยแม่แม๊ะ อาจารย์วารินได้ให้ความเคารพนับถือพระอาจารย์กาหลงมาก จนพระอาจารย์กาหลงให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงได้มอบคัมภีร์วิชาอาคมส่วนหนึ่งไว้แก่อาจารย์วารินไว้ศึกษา จากนั้นด้วยความมุมานะ อุสาหะ และใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลาพระอาจารย์กาหลงจึงได้ไปศึกษาสรรพวิชากับพ่ออุ๊ยหนานตั่น บ้านเมืองกื้ด ตำบลกื้ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พ่ออุ๊ยหนานตั่น ได้สอนวิชาทำอิ้น และวิชามหาเสน่ห์สายล้านนาให้จนหมดสิ้น

พระอาจารย์กาหลง กับ พระครูธรรมธรจรูญ ถิรธมโม เจ้าอาวาสวัดศรีประดู่

พระอาจารย์กาหลง กับ เจ้าคณะจังหวัดน่าน

เมื่อได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์ทางภาคสำเร็จแล้ว พระอาจารย์กาหลง หรือในเวลานั้นยังคงเป็นสามเณรกาหลงอยู่ ได้เดินทางกลับยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน แล้วได้มาพบกับหลวงปู่เทิน วัดศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงพ่อเทินได้ย้ายมาจากประเทศลาว แล้วท่านได้ศึกษาสรรพวิชาต่างๆ จากหลวงปู่เทินจนหมดสิ้น หลวงปู่เทินนั้นท่านเก่งในทางธรรม การทำตะกรุดการะเวท และวิชาทำยันต์ต่างๆ โดยสรรพวิชาของหลวงปู่เทินนั้นเน้นหนักในด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาดเป็นสำคัญ ตลอดจนวิชาลงอักขระ ยันต์ต่างๆ จากนั้นได้เดินทางไปที่บ้านโนนใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ และได้พบกับ พล.โทท้าวทิศตัน (ขณะนั้นลี้ภัยสงครามระหว่างลาวซึ่งกำลังเปลี่ยนการปกครอง ช่วงพ.ศ. ๒๕๑๘) โดยพล.โทท้าวทิศตันได้ขอยืมคัมภีร์ตำราวิชาอาคมต่างๆ จากสามเณรกาหลงเพื่อศึกษา ซึ่งสามเณรกาหลงได้มอบให้ด้วยความเมตตา เมื่อเรียนแล้วจึงได้นำตำราดังกล่าวคืน

พระอาจารย์กาหลง กับ โหรวารินทร์

สามเณรกาหลงได้เดินทางเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อศึกษาสรรพวิชาเพิ่มเติม จนมาได้พบกับอาจารย์สงวน  บุญมาก บ้านหนองเชือก อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อาจารย์สงวนได้เล็งเห็นถึงความวิริยะอุตสาหะในความเพียรพยายามที่จะเสาะแสวงหาวิชาความรู้ ตำรับตำราวิชาต่างๆ ซึ่งโดยอุปนิสัยของสามเณรกาหลงนั้นเป็นผู้ชอบเรียนรู้ ชอบพิสูจน์ความจริง ถ้าหากสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นของจริงของแท้พิสูจน์ได้ว่าดีจริงก็จะขอเรียนด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่แท้จริง แต่หากไม่เป็นจริงแล้วไซร้ จะไม่ยอมเสียเวลาเรียน เหตุเนื่องด้วยวิชาที่เรียนนั้นเมื่อนำมาใช้ต้องใช้ได้จริง ทำได้จริง และเห็นผลอย่างแท้จริง ดังนั้นท่านอาจารย์สงวนจึงได้มอบตำราวิชาของพระอาจารย์ กัมมัฏฐานแพง (หรือพระอาจารย์แพง) บ้านสะพือให้แก่สามเณรกาหลงเพื่อให้ศึกษาเพื่อจะได้เป็นที่พึ่งพาแก่หมู่คน ประชาชนจำนวนมาก โดยหากกล่าวถึงกรรมฐานแพงนั้น คนในยุคเก่าๆ รุ่นปู่ ย่า ตา ยายจะรู้จักชื่อเสียงของท่านเป็นอย่างดี เพราะท่านเป็นอาจารย์ของหลวงปู่โทน และหลวงปู่สวน  ฉันทโร วัดนาอุดม อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานีนั่นเอง เมื่อสามเณรกาหลงได้ศึกษาตำราวิชาของกรรมฐานแพงสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วได้เดินทางมาอยู่ที่วัดป่าแสนอุดม บ้านท่าบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และได้ศึกษาสรรพวิชากับพ่อใหญ่แสง บ้านท่อบ่อ ปัจจุบันพ่อใหญ่แสงอายุเกือบร้อยปีแล้ว ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพ่อใหญ่แสง เช่น วิชาหนุมานเผือก วิชาหนุมานโทน วิชาหนุมานคลุกฝุ่น วิชาทำวัวธนู วิชาปล่อยวัวธนู จากนั้นท่านได้ขอเรียนวิชา สุริยะประภา จันทรประภา (ซึ่งแกะด้วยกะลามะพร้าวตาเดียว) จากหลวงปู่โสม เจ้าอาวาสวัดป่าแสนอุดมในปัจจุบัน ซึ่งตำราดังกล่าวหลวงปู่โสมได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากเมืองปากเซ นครจำปาสัก อีกครั้หนึ่ง ซึ่งต้นฉบับเดิมเป็นอักษรขอม ตัวธรรมปะปนกัน

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.