พระอาจารย์กาหลง  จันทวังโส นามเดิมชื่อ ธวัชชัย  ชุมพร เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๓ ที่บ้านดอนใหญ่ ตำบลวาริน อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ นายพัน  ชุมพร มารดาชื่อนางไพ  ชุมพร มีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน เป็นชาย ๔ คน หญิง ๑ คน เข้าเรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ ๑-๔ ที่โรงเรียนบ้านดอนใหญ่ โดยมีคุณครูพเยาว์  กมุทชาติ เป็นครูประจำชั้นได้ดูแล อบรมสั่งสอน และเมื่อจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาแล้วได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านนาเอือด ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี และได้มาจำพรรษาที่วัดบ้านดอนใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี จบระดับ ๔ (เทียบเท่า มศ.๓) ที่วัดทุ่งศรีเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอาจารย์กาหลงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดหนองหูช้าง อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีประดู่ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ในสมัยที่พระอาจารย์กาหลง  จันทวังโสได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านนาเอือด ภายหลังบรรพชาแล้วได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านดอนใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านเอง ท่านได้ฝากตัวเข้าเรียนวิชาอาคมกับญาครูเก่ง ที่วัดดงแถบ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งญาครูเก่งเป็นศิษย์สายตรงของสำเร็จลุน สำเร็จตัน และสำเร็จแก้ว โดยญาครูเก่งได้ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆ ให้แก่สามเณรกาหลงจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ตัวขอม ตัวธรรม วิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรี วิชาทำตะกรุดหนังเสือ ๕ พยัคฆ์ วิชาเข็มทองคะนองฤทธิ์ วิชาตะกรุดพิสมร วิชากาตอมเห่ว วิชาทำตะกรุดนพคุณเก้า วิชาทำตะกรุดการะเวก วิชาทำตะกรุดพญานาค (วิชานี้มีพิธีกรรมทำยากมาก เพราะต้องดำน้ำแล้วจารอักขระ และเสกคาถาควบคู่กันไป) ญาครูเก่งผู้เป็นอาจารย์ได้เห็นถึงความวิริยะอุตสาหะ ตลอดจนความซื่อสัตย์ของสามเณรกาหลง จึงได้มอบคัมภีร์ ตำรับตำราต่างๆ ไว้ให้สามเณรเก็บรักษาไว้

เมื่อศึกษาสรรพวิชาต่างๆ จากญาครูเก่งจนสำเร็จหมดสิ้นแล้ว จากนั้นสามเณรกาหลงได้เดินทางไปศึกษาสรรพวิชากับพระอาจารย์คำพันธ์  กิสสโร ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์มาจากประเทศกัมพูชาซึ่งได้ธุดงค์มาที่วัดบ้านหนองพนยอ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี จากนั้นได้ติดตามพระอาจารย์คำพันธ์  กิสสโร มาอยู่ที่อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งในระหว่างนั้นท่านได้เรียนวิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรี และการทำตะกรุดชนิดต่างๆ ต่อจากนั้นได้เรียนธรรมมหาโองการพระเจ้า ๕ พระองค์ กับท่านอาจารย์สอน บ้านคัดเปือย จังหวัดศรีสะเกษ (พระอาจารย์สอนเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคเดียวกันกับหลวงพ่อมุม วัดปราสาทเยอร์ในขณะนั้น) และได้ศึกษาวิชาปราบภูตผีปีศาจ ถอดถอนคุณไสย วิชาผูกและแก้หุ่นพยนต์จนหมดสิ้น

จากนั้นพระอาจารย์กาหลงได้ตัดสินใจเดินทางไปภาคเหนือ เพื่อเสาะแสวงหาอาจารย์เพื่อศึกษาสรรพวิชาต่างๆ อีก จนได้พบกับอาจารย์สล่าลี่ (อุ๊ยลี่) บ้านห้วยเป้า (บ้านทุ่งข้างพวง นาหวาย)อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ศึกษาวิชาสมานบาดแผล จรดกระดูก โดยขณะนั้นได้ท่านมีโอกาสได้พบกับนายวาริน  บัววิรัตน์เลิศ (หรืออาจารย์วาริน โหรชื่อเสียงโด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทย เจ้าของสำนักสุจิตโตในปัจจุบัน) ซึ่งขณะนั้นเป็นครูสอนหนังสือที่ดอยแม่แม๊ะ อาจารย์วารินได้ให้ความเคารพนับถือพระอาจารย์กาหลงมาก จนพระอาจารย์กาหลงให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงได้มอบคัมภีร์วิชาอาคมส่วนหนึ่งไว้แก่อาจารย์วารินไว้ศึกษา จากนั้นด้วยความมุมานะ อุสาหะ และใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลาพระอาจารย์กาหลงจึงได้ไปศึกษาสรรพวิชากับพ่ออุ๊ยหนานตั่น บ้านเมืองกื้ด ตำบลกื้ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พ่ออุ๊ยหนานตั่น ได้สอนวิชาทำอิ้น และวิชามหาเสน่ห์สายล้านนาให้จนหมดสิ้น

พระอาจารย์กาหลง กับ พระครูธรรมธรจรูญ ถิรธมโม เจ้าอาวาสวัดศรีประดู่

พระอาจารย์กาหลง กับ เจ้าคณะจังหวัดน่าน

เมื่อได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์ทางภาคสำเร็จแล้ว พระอาจารย์กาหลง หรือในเวลานั้นยังคงเป็นสามเณรกาหลงอยู่ ได้เดินทางกลับยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน แล้วได้มาพบกับหลวงปู่เทิน วัดศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงพ่อเทินได้ย้ายมาจากประเทศลาว แล้วท่านได้ศึกษาสรรพวิชาต่างๆ จากหลวงปู่เทินจนหมดสิ้น หลวงปู่เทินนั้นท่านเก่งในทางธรรม การทำตะกรุดการะเวท และวิชาทำยันต์ต่างๆ โดยสรรพวิชาของหลวงปู่เทินนั้นเน้นหนักในด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาดเป็นสำคัญ ตลอดจนวิชาลงอักขระ ยันต์ต่างๆ จากนั้นได้เดินทางไปที่บ้านโนนใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ และได้พบกับ พล.โทท้าวทิศตัน (ขณะนั้นลี้ภัยสงครามระหว่างลาวซึ่งกำลังเปลี่ยนการปกครอง ช่วงพ.ศ. ๒๕๑๘) โดยพล.โทท้าวทิศตันได้ขอยืมคัมภีร์ตำราวิชาอาคมต่างๆ จากสามเณรกาหลงเพื่อศึกษา ซึ่งสามเณรกาหลงได้มอบให้ด้วยความเมตตา เมื่อเรียนแล้วจึงได้นำตำราดังกล่าวคืน

พระอาจารย์กาหลง กับ โหรวารินทร์

สามเณรกาหลงได้เดินทางเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อศึกษาสรรพวิชาเพิ่มเติม จนมาได้พบกับอาจารย์สงวน  บุญมาก บ้านหนองเชือก อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อาจารย์สงวนได้เล็งเห็นถึงความวิริยะอุตสาหะในความเพียรพยายามที่จะเสาะแสวงหาวิชาความรู้ ตำรับตำราวิชาต่างๆ ซึ่งโดยอุปนิสัยของสามเณรกาหลงนั้นเป็นผู้ชอบเรียนรู้ ชอบพิสูจน์ความจริง ถ้าหากสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นของจริงของแท้พิสูจน์ได้ว่าดีจริงก็จะขอเรียนด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่แท้จริง แต่หากไม่เป็นจริงแล้วไซร้ จะไม่ยอมเสียเวลาเรียน เหตุเนื่องด้วยวิชาที่เรียนนั้นเมื่อนำมาใช้ต้องใช้ได้จริง ทำได้จริง และเห็นผลอย่างแท้จริง ดังนั้นท่านอาจารย์สงวนจึงได้มอบตำราวิชาของพระอาจารย์ กัมมัฏฐานแพง (หรือพระอาจารย์แพง) บ้านสะพือให้แก่สามเณรกาหลงเพื่อให้ศึกษาเพื่อจะได้เป็นที่พึ่งพาแก่หมู่คน ประชาชนจำนวนมาก โดยหากกล่าวถึงกรรมฐานแพงนั้น คนในยุคเก่าๆ รุ่นปู่ ย่า ตา ยายจะรู้จักชื่อเสียงของท่านเป็นอย่างดี เพราะท่านเป็นอาจารย์ของหลวงปู่โทน และหลวงปู่สวน  ฉันทโร วัดนาอุดม อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานีนั่นเอง เมื่อสามเณรกาหลงได้ศึกษาตำราวิชาของกรรมฐานแพงสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วได้เดินทางมาอยู่ที่วัดป่าแสนอุดม บ้านท่าบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และได้ศึกษาสรรพวิชากับพ่อใหญ่แสง บ้านท่อบ่อ ปัจจุบันพ่อใหญ่แสงอายุเกือบร้อยปีแล้ว ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพ่อใหญ่แสง เช่น วิชาหนุมานเผือก วิชาหนุมานโทน วิชาหนุมานคลุกฝุ่น วิชาทำวัวธนู วิชาปล่อยวัวธนู จากนั้นท่านได้ขอเรียนวิชา สุริยะประภา จันทรประภา (ซึ่งแกะด้วยกะลามะพร้าวตาเดียว) จากหลวงปู่โสม เจ้าอาวาสวัดป่าแสนอุดมในปัจจุบัน ซึ่งตำราดังกล่าวหลวงปู่โสมได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากเมืองปากเซ นครจำปาสัก อีกครั้หนึ่ง ซึ่งต้นฉบับเดิมเป็นอักษรขอม ตัวธรรมปะปนกัน